สกู๊ปเชิงวิเคราะห์


แม้ว่าจะมีมาตรการทางด้านภาษีและการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกมากระตุ้นตลาดอสังหาฯให้คึกคักได้อีกวาระ แต่จากกำหนดระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น อาจจะทำให้ผลตอบรับที่ได้ยังไม่สามารถเป็นตัวชี้ชัดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 ได้อย่างเต็มร้อย เพราะโดยภาพรวมของสภาวะเศรษฐกิจในบ้านเราปีหน้านั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างปัจจัยบวกให้แก่ภาคเศรษฐกิจของเราให้ฟื้นคืนได้โดยไว แต่อย่างน้อยมาตรการที่ภาครัฐได้ผลักดันให้เกิดขึ้น ก็ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯยังไม่ถึงกับร่อแร่สาหัสจนเกินไปนัก


อาจจะเรียกว่าเป็นแนวหลังก็ว่าได้ สำหรับตลาดค้าวัสดุก่อสร้างที่ยังคงต้องพึ่งพาหัวเรือใหญ่อย่างอุตสาหกรรมก่อสร้างในการขับเคลื่อนตลาดของตัวเอง ซึ่งแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยไม่เคยหยุดนิ่ง แต่จากปัจจัยที่ผันผวนหลายประการ ก็ส่งผลต่อตลาดวัสดุก่อสร้างในประเทศไม่น้อยเช่นกัน และยิ่งหากเอ่ยถึงโอกาสในตลาดของเวที AEC ด้วยแล้ว ตลาดวัสดุก่อสร้างอาจจะถึงเวลาที่ต้องก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่เพื่อสร้างจุดยืนให้กับตัวเองในแผนที่ธุรกิจนี้


มาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐอาจมาช้าเกินไป เพราะขณะนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ที่อีกเพียง 2 เดือน ก็จะสิ้นปี 2558 แล้ว แต่ภาพรวมของตลาดอสังหาฯที่ติดลบมาเกือบปี อาจทำให้ช่วงที่เหลือของปีนี้เป็นการโยนหินถามทางของทั้งฝั่งภาครัฐและผู้ประกอบการ เพราะกำลังซื้อส่วนใหญ่ในขณะนี้ติดหล่มปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย


กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่กรมธนารักษ์ออกมาเปิดเผยว่าจะมีการประเมินราคาที่ดินใหม่สำหรับใช้ในปี 2559-2562 ซึ่งแน่นอนว่าในหลายพื้นที่มีการปรับราคาใหม่เกือบยกแผง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษแนวชายแดน ที่มีการเตรียมเก็งกำไรกันอย่างถ้วนหน้า รวมไปถึงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่เป็นแนวส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าที่คาดว่าราคาจะขยับสูงขึ้นถึง 100%


นับว่าเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาทีเดียวสำหรับการก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรีที่เป็นความหวังของภาคเศรษฐกิจของประเทศไทย สำหรับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลของ คสช. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศขณะนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการกำหนดนโยบายและเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้แรงกดดันมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ



แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการส่งออกที่ยอดถดถอยลง ทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ประกอบการแต่ละรายก็มีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มีแนวทางที่คล้ายๆกัน ก็คือ การกระจายความเสี่ยงและหันกลับมาพึ่งพายอดขายในประเทศมากขึ้น แม้ว่าอัตราซื้อขายในประเทศจะไม่สูงมากก็ตาม


บรรยากาศเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้การทำธุรกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะคาดหวังถึงนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ แต่ดูแนวโน้มแล้วภายในปีนี้คงเป็นไปได้ยาก ซึ่งหลายโครงการแม้จะมียาหอมโปรยออกมาให้หลายฝ่ายได้พอชื่นใจ ทั้งโครงการเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายพื้นที่เพื่อเตรียมรับ AEC แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะเริ่มต้นได้ก็ต้องรอเปิดศักราชใหม่ที่ปี 2559


ด้วยสถานการณ์ที่รุมเร้าหลายด้านทั้งวิกฤตภัยแล้ง สภาวะเศรษฐกิจโลกและสภาพเศรษฐกิจของไทยที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทำให้บรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯในประเทศค่อนข้างเงียบเชียบผิดปรกติแม้ว่าจะเข้าสู่ครึ่งปีหลังที่หลายคนฝากความหวังไว้ก็ตาม ซึ่งจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการที่เดินฝ่ามรสุมวิกฤตมาครึ่งปี หลายรายต่างเห็นพ้องว่าปีนี้ไม่ใช่ปีของเรา! แม้จะมีการจัดโปรโมชั่นอัดแคมเปญ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลตอบรับจากผู้บริโภคไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

 

สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับบรรยากาศที่ประชาชนต่างระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากไม่มั่นใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่กันถ้วนหน้า ดังนั้นสินค้าที่จะสามารถเติบโตได้ในช่วงวิกฤตก็คือ กลุ่มสินค้าจำเป็นอย่างเช่นกลุ่มปัจจัย 4 และเป็นสินค้าที่ราคาไม่สูงจนเกินไปนัก ซึ่งสำหรับสินค้าในกลุ่มโครงการบ้านและคอนโด แม้จะเป็นสินค้าในกลุ่มปัจจัย 4 แต่ความเกี่ยวเนื่องกับปัจจัยสภาพคล่องและการเงินระยะยาว ทำให้การตัดสินใจซื้อในกลุ่มผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทั้งในกลุ่มโครงการจัดสรรและบ้านสร้างเอง


โครงการขายฝันถึงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในตลาดอุปโภคบริโภค ทำให้หลายฝ่ายเริ่มประเมินอีก 6 เดือนที่เหลือของปี 2558 ว่า จะมีโอกาสฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอยู่ขณะนี้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้สภาพคล่องแต่ละธุรกิจอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้มากนัก โดยเฉพาะในฝั่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขณะนี้ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ให้ความสำคัญกับตลาด “เงินเย็น” หรือ กลุ่มสินค้าที่เน้นตอบโจทย์คุ้มค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองได้ในอนาคต